สาระน่ารู้กับสัตว์เลี้ยง

โรคพยาธิเม็ดเลือด ภัยร้ายใกล้ตัวน้องหมา

User Rating: 3 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar InactiveStar Inactive
 

โรคพยาธิเม็ดเลือด ภัยร้ายใกล้ตัวน้องหมา        

 โรคพยาธิในเม็ดเลือดสุนัข หรือที่เรียกกันว่าโรคไข้เห็บ มีสาเหตุจากเชื้อโปรโตซัว และริคเก็ตเซียหลายชนิด เช่น Babesia sp., Hepatozoon sp. และ  Ehrlichia sp. สุนัขที่ติดเชื้ออาจแสดงอาการป่วยชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง  โดยมีระยะฟักตัวของโรคและความรุนแรงของอาการในสุนัขแต่ละตัวจะแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อ ปริมาณของเชื้อในกระแสเลือด ช่วงอายุ ภาวะสุขภาพ การเลี้ยงดู และภูมิต้านทานของสัตว์ รวมถึงการเกิดโรค ความผิดปกติ หรือการติดปรสิตอื่นร่วม สุนัขบางตัวอาจไม่แสดงอาการป่วยหรือแสดงการป่วยแบบเรื้อรัง ซึ่งสังเกตอาการป่วยได้ยาก ทำให้เป็นปัญหาต่อการตรวจวินิจฉัยในทางคลินิกเมื่อสุนัขเกิดความเครียด หรือเข้ารับการผ่าตัด และยังเป็นแหล่งรังโรคที่สามารถแพร่เชื้อไปยังสุนัขตัวอื่นๆ ได้ อีกทั้งปัจจุบันมีหลักฐานพอจะทำให้เชื่อได้ว่าโรคพยาธิเม็ดเลือดบางชนิดในคน เช่น Babesiosis และ Ehrlichiosis เป็นโรคที่ติดมาจากสัตว์ หรือโรคสัตว์สู่คน ทำให้เจ้าของสัตว์มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีกด้วย

โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขเป็นโรคที่นำโดยเห็บ (Tick-borne disease) โดยมีเห็บแข็งสุนัขสีน้ำตาล ตระกูล Rhipicephalus sanguineus เป็นพาหะที่สำคัญ (Shaw et al., 2001) วงจรชีวิตของเห็บชนิดนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ ทุกระยะจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการลอกคราบ ในแต่ละระยะเห็บจะดูดกินเลือดสุนัขเป็นอาหาร แล้วทิ้งตัวลงสู่พื้น ลอกคราบ และเปลี่ยนสู่ระยะต่อไป ซึ่งเห็บระยะตัวอ่อน (larva) สามารถถ่ายเชื้อไปยังเห็บระยะต่อไปได้จนถึงระยะตัวเต็มวัย เรียกว่า transstadial transmission และใน 1 วงจรชีวิตของเห็บจะมีการขึ้นตัวสุนัขถึง 3 ครั้ง จึงทำให้มีโอกาสเป็นพาหะนำเชื้อจากสุนัขตัวหนึ่งไปสู่สุนัขตัวอื่นได้มาก (Schoeman 2009, Chomel 2011, Giannelli et al., 2013)

รูปที่ 1 แสดงรูปร่างระยะต่างๆ ของเห็บ Rhipicephalus sanguineus [A=ระยะ larva, B=ระยะ nymph, C=ระยะตัวเต็มวัยเพศผู้, D=ระยะตัวเต็มวัยเพศเมีย] (ซ้าย); วงจรชีวิตของเห็บสุนัข (ขวา)

(ดัดแปลงจาก http://entomology.ifas.ufl.edu/creatures/urban/medical/brown_dog_tick.htm)

 โรคที่สำคัญๆ ได้แก่ โรค Babesiosis มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อปรสิตกลุ่ม Apicomplexa ใน Genus Babesia โดยชนิดที่ก่อโรคในสุนัขสามารถแบ่งตามลักษณะขนาดของเชื้อในเม็ดเลือดแดงได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ Large Babesia (B. canis) และ Small Babesia (B. gibsoni) สุนัขเป็นโฮสต์เฉพาะของเชื้อทั้ง 2 ชนิด โดยสามารถติดเชื้อได้จากการถูกเห็บที่มีเชื้อระยะ sporozoite ซี่งเป็นระยะติดต่อกัด เห็บจะปล่อยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเม็ดเลือดแดงของสุนัข ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงและเกิดภาวะโลหิตจางตามมา (Shaw et al., 2001) สุนัขที่ติดเชื้อรุนแรงจะมีอัตราการตายอยู่ที่ร้อยละ 20 นอกจากนั้นมีรายงานว่าแม่สุนัขที่ตั้งท้องสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกสุนัขในท้องได้ เชื้อ B. canis เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10 - 21 วัน ส่วน B. gibsoni มีระยะฟักตัวประมาณ 14 - 28 วัน และสุนัขที่ติดเชื้อ B. gibsoni นั้นบางตัวได้รับเชื้อจากการกัดและต่อสู้กับสุนัขที่มีเชื้อ (Schoeman 2009) ในประเทศไทยพบสุนัขที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มีสาเหตุจากเชื้อชนิด B. canis ซึ่งอย่างไรก็ตามมีรายงานการตรวจพบ antigen ของเชื้อชนิด B. gibsonii ในสุนัขไทยด้วย แต่ยังไม่มีการตรวจยืนยันด้วยวิธีทางโมเลกุล (Suksawat et al., 2001)

โรค Hepatozoonosis ในสุนัขมีสาเหตุจากโปรโตซัวชนิด H. canis ซึ่งมีรายงานการระบาดในทวีปแอฟริกา ยุโรปตอนใต้ อเมริกาใต้ และเอเชีย ปรสิตชนิดนี้อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil ของสุนัข มีผลทำให้ภูมิคุ้มกันของสุนัขลดลง การติดต่อจะแตกต่างจากโรคพยาธิเม็ดเลือดชนิดอื่น สุนัขจะได้รับเชื้อจากการกินเห็บที่มีเชื้อระยะ oocysts เข้าไป (Baneth et al., 2001) สุนัขที่ติดเชื้อบางตัวอาจไม่แสดงอาการ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังดีอยู่ แต่เมื่อสุนัขมีอาการเครียดหรือร่างกายอ่อนแอจะแสดงอาการของโรค โดยที่สุนัขบางตัวพบแสดงอาการที่รุนแรง และเป็นสาเหตุทำให้ตายได้ (Gondim et al., 1998) สามารถพบการติดเชื้อ H. canis ในสุนัขได้ทุกช่วงอายุ (Baneth et al., 1996)

โรค Ehrlichiosis หรือ Tropical canine pancytopenia เป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือดสุนัขอีกชนิดที่พบบ่อย มีสาเหตุจากเชื้อริคเก็ตเซียในกลุ่ม Ehrilchia sp. ชนิดที่พบได้บ่อยในสุนัขและมีเห็บ Rh. sanguineus เป็นพาหะ คือ E. canis โรคนี้มักทำให้เกิดอาการรุนแรง และเป็นปัญหามากในทางคลินิก โดยเฉพาะในสุนัขอายุน้อยซึ่งมีอัตราการตายสูง นอกจากนี้พบว่าสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพอร์ดมีความเสี่ยงต่อการติดโรคและแสดงอาการที่รุนแรงกว่าพันธุ์อื่นๆ ด้วย (Harrus et al., 1997) การติดต่อสุนัขสามารถติดเชื้อได้จากการถูกเห็บที่มีเชื้อกัด จากนั้นเชื้อจะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาวทั้งชนิด mononuclear cell ได้แก่ monocyte และ lymphocyte การตรวจหาเชื้อจากฟิล์มเลือดภายใต้กล้องจุลทรรศน์เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัยโรคนี้ จะเห็นลักษณะเชื้อเกาะกลุ่มกันเป็น morulae อยู่ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวของโฮสต์ สำหรับการตรวจด้วยเทคนิคทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา และเทคนิค PCR นั้นยังไม่เป็นที่นิยม (Irwin and Jefferies, 2004) นอกจากนั้นการติดริคเก็ตเซีย E. canis แบบเรื้อรังยังทำให้เกิดการทำลายไขกระดูกอีกด้วย (Skotarczak, 2003)

 

รูปที่ 2 แสดงลักษณะของเชื้อ Baesia sp. ในเม็ดเลือดแดงสุนัข (ซ้าย) เชื้อ Ehrilchia sp. ในเม็ดเลือดขาวโมโนไซต์ (กลาง) และเชื้อ Hepatozoon sp. ในเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล (ขวา)

สำหรับการวินิจฉัยโรคพยาธิในเม็ดเลือดนั้นทำได้โดยดูอาการทางคลินิกร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งอาการทางคลินิกของสุนัขที่ป่วยเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือดนั้นจะมีอาการคล้าย ๆ กัน คือ มีอาการไข้สูง, เซื่องซึม เบื่ออาหาร, เยื่อเมือกซีด, อาเจียน, น้ำหนักลด, เสียงปอดชื้น แต่สำหรับสุนัขที่เป็นโรค Ehrlichiosis นั้นจะพบเลือดกำเดาไหล และมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังด้วย สุนัขที่มีอาการป่วยด้วยโรคปรสิตในเม็ดเลือดทุกตัวอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา เช่น เปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงอัดแน่นลดลง เกร็ดเลือดลดลง (thrombocytopenia) เม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte ลดลง (lymphocytopenia) และเม็ดเลือดขาวชนิด monocyte เพิ่มสูงขึ้น (monocytosis) เป็นต้น โดยปรสิตเม็ดเลือดแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาได้แตกต่างกัน เช่น Babesiosis และ Ehrlichiosis นั้นจะพบจำนวนรวมเม็ดเลือดขาวต่ำ (leukopenia) ในขณะที่ Hepatozoonosis มีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง (leukocytosis) แต่การเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับปรสิตแต่ละชนิด อีกทั้งยังมีโอกาสพบสุนัขป่วยที่ติดเชื้อพบปรสิตมากกว่า 1 ชนิดอีกด้วย ซึ่งแสดงลักณะทางโลหิตวิทยาร่วมกัน (Harrus et al, 1997; Salakij et al., 1999; Niwetpathomwat et al., 2006; Shah et al., 2011; ทิพยรัตน์ และคณะ 2542; วราภรณ์ และคณะ 2542)

ในประเทศไทยมีการศึกษาความชุกของปรสิตในเลือด และการแพร่กระจายของเห็บพาหะ โดยมีรายงานการติดปรสิตเม็ดเลือดในสุนัข ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งในสุนัขเลี้ยง และสุนัขจรจัด (Wajjawalku 1982; Jittapalapong and Tipsawake 1991; Suksawat et al., 2001; Jittapalapong et al., 2006; Niwetpathomwat et al., 2006) ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ พบการติด E. canis ค่อนข้างสูง โดยพบร้อยละ 14.05 ของสุนัขทั้งหมด แต่ในกรุงเทพฯ และนครปฐม พบการติด H. canis มากกว่าเชื้อชนิดอื่น ๆ โดยพบประมาณร้อยละ 2.2-11.4 และ 4.54 ของสุนัขทั้งหมด ตามลำดับ นอกจากนั้นพบมีรายงานการติดปรสิตในเลือด 2-3 ชนิดร่วมกันด้วย ซึ่งรูปแบบการติดเชื้อแตกต่างกันตามพื้นที่ สำหรับในพื้นที่จังหวัดสงขลา มีรายงานความชุกของโรคพยาธิเม็ดเลือด โดยมีการสำรวจในช่วงปี 2555-2556 ในสุนัขที่มีสุขภาพดี ทั้งหมด 264 ตัว พบว่า มีสุนัขที่เป็นโรค Hepatozoonosis ถึง 10 ตัว แสดงให้เห็นว่า สุนัขเหล่านี้ถือเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อ เนื่องจากไม่แสดงอาการป่วย แต่มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้หากในพื้นที่นั้น มีเห็บ และโรคนี้หากสุนัขเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เจ้าของจำเป็นต้องเฝ้าระวังไม่ให้สุนัขอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเห็บ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค (Thongsahuan et al., 2016) สำหรับสุนัขที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในรอบ 1 ปีที่โรงพยาบาลสัตว์เปิดทำการ คือ ธันวาคม 2558 – ธันวาคม 2559 พบว่าป่วยด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือด 72 ตัว พบการติดเชื้อ H. canis สูงที่สุด โดยพบสุนัขที่มีเชื้อ 31 ตัว รองลงมาคือเชื้อ E. canis 22 ตัว และ B. canis 12 ตัว นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อร่วมกัน 7 ตัวด้วยกัน

สำหรับการป้องกันและควบคุม  เนื่องจากโรคเหล่านี้นำโดยเห็บ ดังนั้น การป้องกันควบคุมที่ดีที่สุดคือ การกำจัดเห็บ ออกจากสภาพแวดล้อมที่สุนัขอาศัยอยู่ หรือไม่ให้สุนัขไปคลุกคลีกับสุนัขจรจัด จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดโรคพยาธิเม็ดเลือดได้ นอกจากนั้นการนำสุนัขมาตรวจสุภาพเป็นประจำ ก็จะเป็นการเฝ้าระวังการเกิดโรคได้เช่นกัน

ผศ.ดร.สรวัฒน์  ทองสงวน

เอกสารอ้างอิง

Thongsahuan S, Saechan V, Chethanond U, Wasiksiri S, Tongtako W, Musikacharoen T. 2016. Blood Parasites and Hematological Change in Pet Dogs in Songkhla Province, Southern Thailand. Thai J Vet Med. Suppl46: 249-50.

Search